ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
กลุ่มลูกค้าที่ไว้วางใจใช้ Ion-Metrix
dot
bulletร่วมฤดีคลินิก
bulletบมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ
bulletโรงแรมบันยันทรี ภูเก็ต
bulletโรงแรมไดมอนคลิฟรีสอร์ท&สปา
bulletศูนย์วิจัยซินโครตรอนแห่งชาติฯ
bulletอื่น ๆ
dot
สถาบันที่รับรองมาตรฐาน Ion-Metix
dot
bulletสถาบัน EPA and NSF USA.
bulletcoming soon !!
bulletcoming soon !!
dot
การใช้งาน Ion-Metrix
dot
bulletเครื่องปรับอากาศที่สามารถใช้ได้
bulletผลิตภัณฑ์ Ion-Metrix
dot
กลุ่มโรคที่เกิดจากระบบปรับอากาศ
dot
bulletโรคปอดอักเสบ Legionellosis
bulletโรคภูมิแพ้
bulletโรคหวัด
bulletโรคซาร์
bulletโรควัณโรค
bulletเชื้อราเจ้าปัญหา !!!!!!
bulletเชื้อโรคจากแอร์
bulletโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่
dot
นาโนเทคโนโลยี่
dot
bulletนาโนซิลเวอร์ (NANO SILVER)
bulletนวัตกรรมใหม่ นาโนซิลเวอร์
bulletอนุภาคสุดฮิตในยุคนาโน บูม!!!
bulletเสื้อผ้านาโน
dot
ระบบปรับอากาศภายในอาคาร HVAC
dot
bulletcoming soon !!
bulletcoming soon !!
bulletcoming soon !!
bulletcoming soon !!
bulletcoming soon !!
dot
สุขภาพและสิ่งแวดล้อม
dot
bulletระวังเชื้อโรคที่มาทางอากาศ เมื่อคุณต้องไปโรงพยาบาล
bulletเชื้อแบคทีเรีย MRSA
bulletรายการถึงลูกคน กับประเด็นร้อน !!! เชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตคอคคัส
bulletสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ภายในบ้าน
bulletการทดสอบภูมิแพ้
dot
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletwww.mandd.info
bulletwww.ionmetrix.com
bulletwww.hydroemission.com
bulletwww.bkksystemsupply.com
dot
ดาวห์โหลดเอกสาร
dot
bulletIon-Metrix catalog (Eng)
bulletIon-Metrix catalog (thai)
bulletคู่มือการใช้ Ion-Metrix
bulletMaterial Safety Data Sheet
bulletBacteria Test (Pseudomonas)
bulletBacteria Test (Legionella)
bulletCorrosion Test
bulletTesting Log Sheet
bulletIon-Metrix Presentation
dot
ตัวแทนจำหน่าย
dot
dot
news

dot




โรคซาร์
SARS มหันตภันแห่งปี 2003
เรียบเรียงโดย น.อ.โยธิน อินเทพ

...................ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก SARS หรือ โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ แต่หลายคน ยังไม่รู้จักโรคนี้ดีพอว่ามีความเป็นมาอย่างไร จะมีวิธีการดูแลป้องกันตนเอง และส่วนรวมได้อย่างไรบ้าง กระผมจึงถือโอกาสนี้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ SARS เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักมันดีขึ้น เพื่อให้รู้ทางหนีที่ไล่ให้รอดพ้นจากมหันตภัยตัวนี้ได้

...................โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Severe Acute Respiratory Syndrome หรืออาจเรียกกันอย่างย่อ ๆ ว่า โรคซาร์ (SARS) และที่เรียกขานกันในบ้านเราว่า ไข้หวัดมรณะนั่นเอง ชื่อหลังนี้แม้จะฟังดูน่าสะพรึงกลัวมากเกินไปบ้าง แต่ก็คงมีส่วนดีตรงที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว ที่จะช่วยกันป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาแพร่ระบาด จนก่อความเสียหายกับประเทศของเราได้ SARS นับเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ของศตวรรษที่ 21 ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบมากที่สุด สร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวไปทั่วทั้งภูมิภาค จึงมีความจำเป็นที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ และเร่งรัดการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างเต็มที่
ผลจากความร่วมมือของห้องปฏิบัติการจากทั่วโลก ขณะนี้ สามารถบ่งชี้ได้ว่าเชื้อไวรัส SARS ที่เป็นสาเหตุของโรคนี้เป็นไวรัสชนิดใหม่ในกลุ่ม Coronavirus ที่ไม่เหมือนกับ Coronavirus ที่เคยพบในคนหรือสัตว์ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นไวรัสตัวใหม่ จึงต้องการการศึกษาแสวงหาองค์ความรู้อีกมากทั้งลักษณะเชื้อ การดำรงชีพ และการแพร่กระจาย เป็นต้น อีกทั้งไวรัสในกลุ่มนี้ จัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้ง่ายอีกด้วย อย่างไรก็ดี จากองค์ความรู้ที่มีอยู่ขณะนี้ เชื่อว่า เชื้อดังกล่าวสามารถติดต่อได้โดยการไอ จามรดกันในระยะใกล้ และอาจติดต่อกันได้โดยการสัมผัสกับวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ เป็นต้น ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อมีการแพร่ฟุ้งกระจายไปในอากาศ และยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อผ่านระบบไหลเวียนอากาศในเครื่องบิน แต่การติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาเกือบทั้งหมด เกิดกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ไม่ได้แสดงอาการป่วยทุกรายไป มีผู้รับเชื้อบางส่วนเท่านั้นที่จะแสดงอาการป่วยออกมา ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งระยะฟักตัวของโรค (หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จนกระทั่งปรากฏอาการออกมา) จะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน โดยทั่วไปมักไม่เกิน 10 วัน อาการเริ่มแรกจะคล้าย ๆ กับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอีกหลายโรค เช่น โรคไข้หวัดที่พบได้บ่อยมาก แต่อาการไม่รุนแรง (ภาษาทางการแพทย์ จึงเรียกโรคนี้ว่า ไข้หวัดธรรมดา) อีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยเหมือนกันคือโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นแล้วอาการของโรคนี้ในขั้นต้นก็จะคล้ายกันกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ อีกหลายโรคด้วย

...............คำแนะนำ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่หรือประเทศที่มีโรคซาร์ระบาดอยู่ในขณะนี้ ควรจะต้องระมัดระวังสังเกตตนเองเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ว่า มีอาการเจ็บป่วยที่อาจเข้าข่ายเป็นโรคนี้หรือไม่ อาการสำคัญที่เป็นสัญญานเตือนภัยให้ต้องรีบไปพบแพทย์ก็คือ อยู่ ๆ เกิดมีไข้สูงขึ้นมาทันทีทันใด (ถ้าตรวจวัดไข้ดู จะพบไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส) และอาจมีอาการต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง คือ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดศีรษะมาก หนาวสั่น หลังจากนั้นประมาณ 3 -7 วัน ก็จะเริ่มมีอาการเจ็บคอ ไอแห้ง ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จะมีอาการทุเลาขึ้นอย่างช้า ๆ หลังจาก 7 วันไปแล้ว และหายเป็นปกติ บางรายอาจอาการป่วยรุนแรง เนื่องจากมีอาการแทรกซ้อนที่ปอด ทำให้เกิดปอดบวมอักเสบ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหายใจลำบาก หรือหอบด้วย ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยอาจมีอาการทรุดหนักลงในช่วง 10 - 14 วัน และอาจเสียชีวิตได้ ในช่วงวันที่ 17 -18 ของการป่วย
การป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงไม่ไปในประเทศที่เป็นเขตโรคระบาด จนกว่าจะสามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ และการหลีกเลี่ยงไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการของโรค สิ่งที่ควรปฏิบัติอีกประการหนึ่ง คือการรักษาสุขภาพและอนามัยส่วนบุคคลให้ดีอยู่เสมอ จะช่วยให้มีภูมิต้านทานที่ดีที่จะคอยทำหน้าที่ป้องกันโรคได้ทุกขณะ ดังนั้นจึงควรรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนในแต่ละวัน โดยเฉพาะ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อน ไม่หักโหมงานติดต่อกันนานเกินไป รวมทั้งการหลีกเลี่ยงเหล้า บุหรี่ และความเครียด ถ้าทำได้เช่นนี้ก็จะปลอดภัยไปกว่าครึ่งแล้ว ที่จะช่วยได้อีกสิ่งหนึ่งคือสุขนิสัยในเรื่องการล้างมือ เรื่องนี้มีการศึกษายืนยันว่าช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มากมาย โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ และโรคทางเดินอาหาร ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยแล้วก็ควรใช้หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดปากปิดจมูก จะช่วยไม่ให้แพร่เชื้อไปยังญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงได้ดีอีกด้วย
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจ ที่ใช้เพื่อการควบคุมป้องกันการแพร่เชื้อ ของผู้ต้องสงสัยป่วยเป็นโรค SARs ตามความเหมาะสมดังนี้

.....1. กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้สงสัยว่าป่วยเป็นโรค SARs เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้ที่ต้องปฏิบัติงานในระยะที่ใกล้ชิดกับผู้สงสัยว่าป่วยเป็นโรค SARs รวมทั้งญาติที่ดูแลผู้ป่วย ให้สวมอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจ ชนิดเปลี่ยนไส้กรองได้หรือใช้แล้วทิ้งที่สามารถกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมโครเมตร โดย
1.1 มีประสิทธิภาพการกรองไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 เช่น N95 หรือ P3 เป็นต้น
1.2 มีประสิทธิภาพการกรองร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น N100 หรือ P100 เป็นต้น
1.3 อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน หรือสูงกว่า
ทั้งนี้อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจดังกล่าวต้องผ่านการรับรองจากสถาบัน NIOSH (มาตรฐานสหรัฐอเมริกา) หรือสถาบัน CEN (มาตรฐานยุโรป) หรือสถาบัน AS/NZS (มาตรฐานออสเตรเลีย /นิวซีแลนด์) หรือสถาบันอื่นที่มีมาตรฐานเทียบเท่า
.....2. กลุ่มบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ต้องสงสัยว่าป่วยเป็นโรค SARs เช่น บุคคลที่ปฏิบัติงานอยู่ใกล้กับบุคคลในข้อ 1 หรือปฏิบัติงานในบริเวณที่อาจมีการปนเปื้อนจากอากาศที่บุคคลในข้อ 1 หายใจออกให้สวมอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจประเภทที่ทำให้อากาศสะอาดชนิดใช้แล้วทิ้ง หรือชนิดเปลี่ยนไส้กรองได้ ที่สามารถกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมโครเมตร โดยมีประสิทธิภาพการกรองไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เช่น P1 เป็นต้น ทั้งนี้อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจดังกล่าวต้องผ่านการรับรองจากสถาบันในข้อ 1
.....3.กลุ่มบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เข้ามาใช้บริการในสถานพยาบาลที่ประสงค์จะป้องกันทางเดินหายใจจากโรคระบบทางเดินหายใจหรือประสงค์จะป้องกันการแพร่เชื้อโรคระบบทางเดินหายใจไปสู่ผู้อื่น สามารถใช้อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจที่ทำจากผ้า หรือวัสดุอื่นที่สามารถกันละอองของเหลว จากการไอ จาม การฟุ้งกระจายของน้ำคัดหลั่งของทางเดินหายใจของบุคคลที่ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ
.....4. ผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรค SARs หรือมีอาการแล้ว และคาดว่าจะเป็นโรค SARs ให้ใช้ผ้าปิดปาก และจมูกทุกครั้งที่ไอ หรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่ผู้อื่น

.....จากรายงานขององค์การอนามัยโลกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึง วันที่ 21 เมษายน 2546 มีรายงานผู้ป่วยจาก 25 ประเทศ จำนวน 3,861 ราย เสียชีวิต 217ราย ในจำนวนนี้ มีอาการหายเป็นปกติแล้ว 1,873 ราย ทั้งนี้ อนึ่ง พื้นที่ที่องค์การอนามัยโลกแจ้งเป็นพื้นที่ติดโรค (Affected area) ได้แก่ จีน (ปักกิ่ง, กวางตุ้ง, ฮ่องกง, มองโกเลียตอนใน, ชานสี), กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม, สิงคโปร์ และเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ส่วนไต้หวัน, กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ติดต่อในวงจำกัด ไม่มีหลักฐานการแพร่ไปยังประเทศอื่นตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2546 และไม่มีรายงานการแพร่ติดต่อออกไปนอกกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด อนึ่ง รายงานผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่พบมากมีดังนี้

>>>> สาธารณรัฐประชาชนจีน มีผู้ป่วย 1,959 ราย เสียชีวิต 86 ราย ขณะนี้ องค์การอนามัยโลกได้ส่งทีมสอบสวนเพื่อค้นหาสาเหต ุและควบคุมการระบาดของโรค ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2546 และพบหลักฐานว่า การระบาดของโรคนี้น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2545

>>>> ฮ่องกง มีผู้ป่วย 1,402 ราย เสียชีวิต 94 ราย ถือเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีการระบาดรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นับเป็นกลุ่มแรกที่พบว่ามีการป่วยเป็นจำนวนมาก (Atypical pneumonia) และภายหลังมีการกระจายของโรคไปยังชุมชน และมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการแพร่ติดต่อจากสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ พบว่าผู้เสียชีวิตบางส่วนอยู่ในวัยแรงงานที่สุขภาพแข็งแรง

>>>> สิงคโปร์ มีผู้ป่วย 178 ราย เสียชีวิต 16 ราย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการระบาดเกิดขึ้นอย่างรุนแรง พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และยังพบว่ากลุ่มผู้สงสัยว่าป่วยส่วนใหญ่เป็นบุคลากรและผู้ที่มาโรงพยาบาล

>>>>แคนาดา มีผู้ป่วย 132 ราย เสียชีวิต 12 ราย ผู้ป่วยมีประวัติเดินทางไปภูมิภาคเอเชีย หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย SARS โดยเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือเป็นสมาชิกในครอบครัว/ผู้ร่วมงาน/ผู้ปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน

>>>> เวียดนาม มีผู้ป่วย 63 ราย เสียชีวิต 5 ราย พบมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในช่วงแรกที่เริ่มพบผู้ป่วยในโรงพยาบาลของกรุงฮานอย เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2546 แต่หลังจากวันที่ 24 มีนาคม 2546 สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ จำนวนผู้ป่วยค่อนข้างคงที่

.....ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2546 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งรัดเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงทั่วประเทศ และให้มีการรายงานผู้ป่วยที่สงสัยโดยทันที เพื่อการควบคุมป้องกันโรคที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2546 กระทรวงสาธารณสุขได้รับแจ้งผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ (ที่สมควรได้รับการสอบสวนโรค) จากโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 152 ราย และได้ติดตามสอบสวนพบผู้ป่วยที่เข้าได้กับนิยามโรคนี้ (Probable case) จำนวน 7 ราย เสียชีวิต 2 ราย ทุกรายเป็นผู้เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค โดยเป็นชาวต่างชาติ 4 ราย ชาวไทย 3 ราย สำหรับผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นนายแพทย์ขององค์การอนามัยโลก ที่มีประวัติเดินทางไปสอบสวนการเกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ที่ประเทศเวียดนาม และได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2546 ผู้เสียชีวิตรายที่สอง เป็นชาวฮ่องกง อายุ 78 ปี เดินทางจากฮ่องกงเพื่อมาไหว้บรรพบุรุษในประเทศไทย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่จังหวัดสงขลา และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 ตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่ และมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรที่เข้มงวด จนถึงขณะนี้ไม่มีบุคลากรในโรงพยาบาลที่ติดเชื้อจากผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยอีก 5 ราย ได้รับการดูแลอาการจนหายเป็นปกติและออกจากโรงพยาบาลทั้งหมดแล้ว (รายสุดท้าย 17 เมษายน 2546)
แม้จะมีการพบผู้ป่วยในประเทศแล้ว จำนวน 7 ราย แต่ทั้งหมดเป็นผู้ป่วยมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ด้วยความร่วมมือในการเฝ้าระวัง และป้องกันโรคอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่และประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ จึงยังไม่ปรากฏการแพร่กระจายเชื้อต่อไปในชุมชน องค์การอนามัยโลกจึงรายงานว่าประเทศไทย ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศ มาตรการสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีการดำเนินงานอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ได้แก่

......1. มาตรการขอความร่วมมือทุกหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

......2. มาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ทั้งทางเครื่องบิน ทางเรือ รถยนต์ และรถไฟ ณ จุดผ่านแดนทุกแห่ง โดยขอความร่วมมือสายการบินให้ตรวจสอบผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง และเมื่อเข้าประเทศให้มีการตรวจสุขภาพผู้เดินทางทุกราย ณ จุดผ่าน หากพบผู้มีอาการสงสัยให้แยกกักเพื่อสอบสวน ติดตามสังเกตอาการ และให้การรักษาโดยทันที ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการขอให้หยุดงาน/หยุดเรียนเฝ้าสังเกตอาการที่บ้าน 10 วัน

......3. มาตรการรักษาผู้ป่วยและผู้สงสัยในโรงพยาบาลทุกราย โดยเน้นการแยกผู้ป่วย/ผู้สงสัยอย่างเคร่งครัด และให้มีการป้องกันโรคแก่บุคลากรอย่างเข้มงวด

......4. มาตรการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยทันทีตลอด 24 ชั่วโมง แยกกักพักสังเกตอาการที่บ้าน และให้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกวัน ติดต่อกัน 10 วัน เพื่อป้องกันการกระจายเชื้อไปในชุมชน

......5. มาตรการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ โดยอาศัยความตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523 และออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 3/2546, 4/2546, 4/2546 เพิ่มเติม) เพื่อขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทาง ไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรค รวมทั้งมาตรการป้องกันตัวที่เหมาะสม

......6. เผยแพร่คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปและประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อให้มีความรู้ที่ถูกต้อง เข้าใจวิธีป้องกันโรค และลดความตื่นตระหนกจนเกินเหตุ โดยเน้นการใช้ผ้าปิดปากและจมูกหรือหน้ากากอนามัย ทุกครั้งเมื่อไอ/จาม หรือมีอาการหวัด และเน้นการล้างมือบ่อยๆ อยู่เสมอ

......7. เสริมความพร้อมของโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจัดทำแนวทางปฏิบัติและจัดฝึกอบรม เพื่อการเตรียมพร้อมทั้งในด้านวิชาการและด้านสถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน ให้รองรับผู้ป่วยที่สงสัยได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และป้องกันการแพร่เชื้อสู่บุคลากรและชุมชน

......8. ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ /ปลัดกระทรวงมหาดไทย /ปลัดกระทรวงกลาโหม /ปลัดกรุงเทพมหานคร /ผู้ว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย /ผู้ว่าการท่าอากาศยานทุกแห่ง /นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และภาคเอกชนด้านธุรกิจการท่องเที่ยว เพื่อการป้องกันโรคดังกล่าว

.......ตั้งแต่เริ่มดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันโรค SARS ในประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง แม้มาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้น จะก่อให้เกิดความไม่สะดวก และผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะเฉพาะหน้าอยู่บ้าง แต่ได้ช่วยให้ประเทศไทยคงสถานะประเทศที่ยังไม่มีการระบาดของโรค ซึ่งจะทำให้สามารถหลีกเลี่ยง ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวได้อย่างมหาศาล อนึ่ง เมื่อสถานการณ์โรคมีการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น คาดว่า จะสามารถปรับมาตรการบางประการเพื่อความเหมาะสมต่อไป

การปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป

.....เพื่อป้องกันประชาชนไทยให้ปลอดภัยจากโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และป้องกันการระบาดภายในประเทศ กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้แนะนำให้ประชนปฎิบัติตนอย่างเคร่งครัด ดังนี้...
....1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และสร้างเสริมภูมิคุ้มโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามลดความเครียด และลดการสูบบุหรี่
....2. ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม ขณะที่มีอาการเป็นหวัดควรใช้หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่กับผู้อื่น
....3. รักษาความสะอาดของมืออยู่เสมอ ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะหลังจากไอ จาม เช็ดน้ำมูก
....4. ไม่ควรใช้มือขยี้ตา แคะจมูก หรือปาก หากมีความจำเป็นต้องล้างมือให้สะอาดเสียก่อน
....5. อย่าใช้ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น ถ้าใช้กระดาษเช็ดน้ำมูก ควรทิ้งในถังขยะมีฝาปิด
....6. ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
....7. รักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือนและของใช้ในบ้าน โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละครั้ง ด้วยผ้าชุบน้ำสบู่หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด
....8. เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทโดยสะดวก โดยเฉพาะถ้ามีผู้ป่วย
....9. ในระยะนี้ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่น และการระบายอากาศไม่ดี เช่น โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
....10. ในขณะเดินทางในรถโดยสารสาธารณะ หรือยานพาหนะที่อาจมีผู้ป่วย หรือผู้เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด ควรใช้หน้ากากอนามัย
....11. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ และผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หากจำเป็นควรใช้หน้ากากอนามัย
....12. พบแพทย์ทันทีที่มีอาการหวัด มีไข้ ไอหรือจาม
....13. งดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้

***********************************

 

ข้อมูลดังกล่าวนี้ทางผู้จัดทำได้คัดลอกข้อมูลความ รู้เรื่องโรคซาร์ มาจาก  http://www.navy.mi.th/science/BrithDay46/Brithday_data/sars.htm โดยทางผู้จัดทำได้พิจารณาแล้วว่าข้อมูลที่ได้ทำจัดทำขึ้นและแสดงใน เวปไซต์ของท่านนี้ มีประโยชน์อย่างยิ่งและสมควรเผยแพร่ เป็นความรู้ให้กับสังคมส่วนรวมได้ อย่างดียิ่ง ผู้จัดทำต้องขอขอบพระคุณ hhttp://www.navy.mi.th/science/BrithDay46/Brithday_data/sars.htm  ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

หากท่านมีความประสงค์ต้องการอ่าน และทราบข้อมูลดังกล่าวนี้เพิ่มเติมกรุณาเข้าไปศึกษาได้ที่   http://www.navy.mi.th/science/BrithDay46/Brithday_data/sars.htm 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.